
GDTV
0
2 มิ.ย. 2026
การตัดสินใจอำลา Under Armour แล้วเลือกเซ็นสัญญาระยะยาว 10 ปีกับ Li-Ning ถือเป็นหนึ่งในก้าวธุรกิจที่สำคัญที่สุดในเส้นทางอาชีพของ สตีเฟน เคอร์รี หลังจากร่วมงานกับ Under Armour มาตั้งแต่ปี 2013 และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับแบรนด์จนเกิด Curry Brand ขึ้นมาอย่างชัดเจน โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของดีลครั้งนี้คือการที่เขาได้รับสิทธิ์นำ Curry Brand ติดตัวออกจากค่ายเดิมได้ ทำให้การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสปอนเซอร์รองเท้า แต่เป็นการขยับสถานะจากนักกีฬาพรีเซนเตอร์ไปสู่ผู้สร้างแบรนด์ที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาวมากขึ้น
รายงานระบุว่าสัญญาฉบับใหม่กับ Li-Ning ครอบคลุมทั้งรองเท้าบาสเกตบอล เสื้อผ้ากีฬาแนวลำลอง และอุปกรณ์กอล์ฟแบบครบวงจร พร้อมเปิดทางให้เคอร์รีมีอำนาจในการดึงนักกีฬาคนอื่นเข้ามาอยู่ภายใต้ Curry Brand ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าเขาไม่ได้ต้องการเป็นเพียงภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่ต้องการมีบทบาทแบบผู้บริหารและเจ้าของแพลตฟอร์มทางธุรกิจ เหตุผลที่ Li-Ning กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมมีหลายมิติ ทั้งเรื่องสถานะภายในแบรนด์ที่ทำให้เคอร์รีกลายเป็นซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งได้ทันที ต่างจากการต้องแบ่งพื้นที่กับชื่อใหญ่อย่าง เลอบรอน เจมส์ หรือดาวดังรายอื่นในค่ายคู่แข่ง อีกทั้ง Li-Ning ยังมีความแข็งแกร่งในตลาดเอเชีย ซึ่งเป็นภูมิภาคที่นักบาส NBA ได้รับความนิยมสูงมาโดยตลอด จึงเป็นประตูสำคัญในการขยายอิทธิพลของ Curry Brand ในระดับโลก นอกจากนี้ ยุค NIL ยังเปิดโอกาสให้แบรนด์เข้าถึงนักกีฬาระดับมัธยมและมหาวิทยาลัยได้เร็วขึ้น ทำให้เคอร์รีและ Li-Ning สามารถวางแผนสร้างเครือข่ายนักกีฬารุ่นใหม่ รวมถึงโอกาสร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในอนาคตได้อย่างมีศักยภาพ
สิ่งที่ทำให้ดีลนี้น่าจับตาเป็นพิเศษอาจไม่ใช่มูลค่าทางการเงิน แต่เป็นระยะเวลา 10 ปีที่ยาวเกินกว่าช่วงเวลาการเล่นอาชีพของเคอร์รีอย่างชัดเจน นั่นหมายความว่านี่คือข้อตกลงที่ถูกออกแบบมาเพื่อชีวิตหลังรีไทร์ตั้งแต่แรก และสะท้อนเป้าหมายที่ใหญ่กว่าการขายรองเท้ารุ่นใหม่เพียงไม่กี่ซีซัน หากมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าแนวคิดของ Curry Brand กำลังเดินตามเส้นทางของ Jordan Brand แบรนด์ระดับตำนานที่เติบโตเป็นอาณาจักรธุรกิจมหาศาลแม้เจ้าของชื่อจะเลิกเล่นไปนานแล้ว แม้ Li-Ning จะไม่ใช่ Nike แต่เคอร์รีก็ดูไม่ได้กำลังมองหาการเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดิม เขากำลังพยายามสร้าง Curry Brand ให้กลายเป็นเวอร์ชันความสำเร็จในแบบของตัวเอง และนี่อาจเป็นหมากสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของเขาในโลกกีฬาและธุรกิจระดับโลกไปอีกหลายปี